โครงการ : “ สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยกับการใช้ทะเลอย่างยั่งยืน”
| หน้าหลัก | ผลประโยชน์ชาติ | ทรัพยากร | สิ่งแวดล้อม | ท่องเที่ยว | ขนส่ง | กฎหมาย | ฐานข้อมูล | กิจกรรม | หน่วยงาน | มุมแลกเปลี่ยน | เกี่ยวกับโครงการ |

 

 

 
 
     ปัญหาและมูลค่าที่สูญเสีย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

      ปัญหาการรั่วไหลของน้ำมัน (Oil spill) ( “การรั่วไหลของน้ำมัน” เกิดจากอุบัติเหตุทางเรือ เช่น เรือโดนกัน การอับปางของเรือ และกิจกรรมการเดินเรือ ได้แก่ การถ่ายน้ำมันเครื่อง การระบายน้ำในท้องเรือ การขนถ่ายน้ำมัน การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในทะเล (กรมควบคุมมลพิษ. 2550. เกร็ดความรู้มลพิษในทะเล. ส่วนแหล่งน้ำทะเล กรมควบคุมมลพิษ. แหล่งที่มา: http://www.pcd.go.th/info_serv/water_marine.html, 4 มิถุนายน 2550.)
กรมควบคุมมลพิษ (2550)(กรมควบคุมมลพิษ. 2550. สถิติการเกิดน้ำมันรั่วไหลสู่แหล่งน้ำธรรมชาติปี 2516-2548.  ประชาสัมพันธ์. แหล่งที่มา: http://www.marinepcd.org/, 2 กรกฎาคม 2550.) รายงานว่าการรั่วไหลของน้ำมันลงสู่ทะเลไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2516-2545 พบว่ามีการรั่วไหลของน้ำมันสู่ทะเลและชายฝั่งถึง 92 ครั้ง โดยการรั่วไหลครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้น 4 ครั้ง ได้แก่ การรั่วไหลของน้ำมันดิบ 3 ครั้ง เกิดจากการรั่วไหลระหว่างการขนถ่ายน้ำมันดิบจากเรือและท่อส่งถ่ายน้ำมันสู่เรือบรรทุกน้ำมัน และอีก 1 ครั้ง เป็นการรั่วไหลของน้ำมันดีเซลเกิดจากการชนกันของเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งการรั่วไหลแต่ละครั้งมีปริมาณน้ำมันลงสู่ทะเลมากกว่า 1 หมื่นลิตร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การรั่วไหลของน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการลักลอบทิ้งน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ ยังมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุเรือชนกันและอุบัติเหตุเพลิงไหม้ ความผิดพลาดระหว่างการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เช่น การรั่วไหลขณะสูบถ่ายและการซ่อมแซมถังน้ำมันโดยขาดความระมัดระวัง นอกจากนี้ยังเกิดจากการชำรุด เสียหายของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ถังเก็บน้ำมันเสื่อมสภาพ ท่อขนถ่ายรั่ว และวาล์วปิดเปิดชำรุด เป็นต้น
ควบคุมมลพิษ(กรมควบคุมมลพิษ. 2546. สรุปมูลค่าสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่จะได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำมันรั่วไหล เฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนในและอ่าวไทยฝั่งตะวันออก. ส่วนแหล่งน้ำทะเลกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพฯ.) ได้มีการศึกษาและประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของน้ำมันในบริเวณอ่าวไทย (ตารางที่ 3-25) ซึ่งมูลค่าที่ต้องสูญเสียไปเนื่องจากได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน ได้แก่ ป่าชายเลนประมาณ 183,600 บาทต่อไร่ ส่วนปะการังและหญ้าทะเลประมาณ 4,700 และ 9,600 บาทต่อตารางเมตร ตามลำดับ และสัตว์น้ำอื่นๆ ในทางการประมงจะคิดมูลค่าการสูญเสียซึ่งคำนวณจากปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้กับราคาปัจจุบันที่จับสัตว์น้ำชนิดนั้นๆ

ตารางที่ 3-25 สรุปมูลค่าสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่จะได้รับผลกระทบจากกรณี
น้ำมันรั่วไหล เฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนในและอ่าวไทยฝั่งตะวันออก

รายละเอียด

มูลค่า

หน่วย

หมายเหตุ

1. ทรัพยากรป่าชายเลน

183,568

บาท/ไร่

ไม่ร่วมความเสียหายของทรัพยากรสัตว์น้ำ

2. ทรัพยากรปะการัง

 

 

 

    2.1 มูลค่าการฟื้นฟูทรัพยากรปะการัง

2,316

บาท/ตารางเมตร/ปี

ไม่รวมค่าเสียหายของทรัพยากรสัตว์น้ำและการติดตามตรวจสอบและซ่อมแซม

   2.2 มูลค่าความเสียหายของทรัพยากรปะการัง

4,633

บาท/ตารางเมตร/ปี

ไม่รวมค่าเสียหายของทรัพยากรสัตว์น้ำ

3. ทรัพยากรหญ้าทะเล

9,639

บาท/ตารางเมตร/ปี

ไม่รวมค่าเสียหายของทรัพยากรสัตว์น้ำ

4. ทรัพยากรชายหาด

 

 

 

   4.1 มูลค่าการฟื้นฟูหาดทราย

1,542,000 

บาท/ทราย 2,000ลบ.เมตร/ปี

ไม่รวมค่าเสียหายของทรัพยากรสัตว์น้ำ

   4.2 มูลค่าการฟื้นฟูหาดโคลน

6,822,000 

บาท/โคลน 2,000ลบ.เมตร/ปี 

ไม่รวมค่าเสียหายของทรัพยากรสัตว์น้ำ

5. นกในระบบนิเวศทางทะเล

 

 

 

   5.2 มูลค่าการฟื้นฟูและรักษา

78,456,000

บาท/นก100ตัว/ปี

 

   5.2 มูลค่าการทดแทน

30,133,700

บาท/นก100ตัว/ปี

 

6 การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง

 

 

 

  6.1  การเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่

8.3

บาท/กิโลกรัม

 

  6.2 การเพาะเลี้ยงหอยนางรม

3.6-3.7

บาท/กิโลกรัม

 

  6.3 การเพาะเลี้ยงหอยแครง

17.5

บาท/กิโลกรัม

 

  6.4 การเลี้ยงปลาในกระชัง

165-170

บาท/กิโลกรัม

 

  6.5 การเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

180-205

บาท/กิโลกรัม

 

  6.6 การเพาะเลี้ยงกุ้งขาว

112.5-115

บาท/กิโลกรัม

 

7. การประมงพื้นบ้านใกล้ฝั่ง

 

 

 

     7.1 อวนปู

75-135

บาท/กิโลกรัม

 

     7.2 ลอบปู

80-120

บาท/กิโลกรัม

 

     7.3 ลอบหมึก

85-130

บาท/กิโลกรัม

 

     7.4 อวนปลา

40-55

บาท/กิโลกรัม

 

     นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรบางประเภทที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันแล้วจะต้องทำการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพสมดุล ได้แก่ ปะการังประมาณ 2,300 บาทต่อตารางเมตร หาดทรายและหาดโคลนประมาณ 1,542,000 และ 6,822,000 บาทต่อสองพันลูกบาศก์เมตร และนกทะเลประมาณ 78,456,000 บาทตัวต่อนกหนึ่งร้อยตัว

      ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion)
การกัดเซาะชายฝั่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต และมีความรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งเป็นประเด็นที่นักวิชาการให้ความสนใจศึกษาและติดตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในชายฝั่งอ่าวไทยและชายฝั่งอันดามัน  การกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาที่วิกฤติ มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการและนักจัดการหลายฝ่าย แต่สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งที่เห็นได้ชัดในปี 2550 นี้คือ บริเวณชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะถึงขั้นรุนแรงมาเป็นเวลายาวนาน และชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนหลายครัวเรือนจนต้องมีการอพยพหนีน้ำมาแล้วในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา การกัดเซาะบริเวณนี้เฉลี่ยประมาณ 25 เมตรต่อปี หรือภายใน 28 ปี ชายฝั่งถูกกัดเซาะไปประมาณ 700 เมตร ซึ่งในช่วงปี 2510-2548 พื้นที่บริเวณนี้ถูกกัดเซาะไปทั้งสิ้นประมาณ 18 ตารางกิโลเมตร  ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง เพราะทำให้ปริมาณการจับสัตว์ได้ลดลง จึงไม่คุ้มกับการลงทุนออกไปจับสัตว์น้ำ(หนังสือพิมพ์มติชน. 2550. ตะลึง "ทะเลปากน้ำ" กัดเซาะดินวัด พระใช้โอ่งต่างถนนออกบิณฑบาต. มติชน (17 พฤษภาคม 2549). ) นอกจากนี้ โบสถ์ของวัดขุนสมุทรทราวาส จังหวัดสมุทรปราการถูกน้ำทะเลท่วมไปแล้วลึกประมาณ 1 เมตร ซึ่งเดิมทีวัดแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 112,000 ตารางเมตร (ปี 2510) แต่ถูกกัดเซาะจนเหลือ 8,000 ตารางเมตร (ในปี 2549) เท่านั้น หากไม่มีมาตรการหรือการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งอย่างจริงจังอีก 20 ปี ข้างหน้าบริเวณนี้จะถูกน้ำทะเลกัดเซาะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม พื้นที่บริเวณนี้ก็ได้รับความสนใจจากนักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชนในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหา อีกทั้งยังเร่งสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการกัดเซาะชายฝั่งเชิงบูรณาการมากขึ้น โดยมีสาขาร่วมวิจัยต่างๆ เช่น อุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา นิเวศวิทยาชายฝั่ง ธรณีพิบัติภัยเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมชายฝั่งและสังคม รวมถึงภูมิสถาปัตย์ และกฎหมายที่ดิน นอกจากนั้นยังมีนักวิจัยท้องถิ่นซึ่งเป็นชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมเก็บข้อมูลบางส่วนเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ไปด้วย (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. 2550. นักวิชาการไทย: วิจัยแก้ไขการกัดเซาะชายฝั่งหาดโคลน สำเร็จเป็นครั้งแรก. ข่าวสาระน่ารู้. แหล่งที่มา: http://www.trf.or.th/News/Content.asp?Art_ID=811#_ftn2, 2 กรกฎาคม 2550. )  
จากผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า หากไม่มีการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งอย่างจริงจัง ภายใน 25 ปี ข้างหน้า ที่ดินติดชายทะเลถึงแนวกันชนห่างจากฝั่งประมาณ 500 เมตร ในพื้นที่ 10 ตำบลทั่วประเทศ จำนวน 91 ตารางกิโลเมตร จะถูกน้ำทะเลกัดเซาะทำลาย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 4,657 ล้านบาท(สุรพล กฤษณามระ นิรันดร์ ชัยมณี และ ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล. 2549. โครงการศึกษาหาสาเหตุการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและแนวทางการแก้ไขป้องกันชายฝั่งทะเลที่ได้รับผลกระทบบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช. สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรุงเทพฯ.)

      ปัญหาปรากฎการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี (Eutrophication)
“ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี” หรือ “Eutrophication” หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ขี้ปลาวาฬ” คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากแพลงก์ตอนพืช (Plytoplankton) มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (Bloom) จนทำให้น้ำทะเลบริเวณนั้นเปลี่ยนสีไปจากน้ำทะเลปกติ สีที่เปลี่ยนไปจะเป็นสีของแพลงก์ตอนพืช เช่น สีเขียว สีน้ำตาล สีแดง หรือที่เรียกว่า Red tide น้ำทะเลจะมีแพลงก์ตอนจำนวนมากแขวนลอยเป็นตะกอนสีต่างๆ เป็นหย่อมๆ หรือแถบยาวตามแนวทิศทางของคลื่น ลมตามฤดูกาลและบางครั้งจะมีกลิ่นเหม็น(สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 11. 2550. เรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อม. มลพิษทางน้ำ. แหล่งที่มา: http://www.reo11.net, 22 มิถุนายน 2550.)
ประเทศไทยมีรายงานว่าพบปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีครั้งแรกเมื่อ  พ.ศ. 2495 แต่มีผู้สนใจเรื่องนี้น้อยมาก จนกระทั้งปี พ.ศ. 2526 มีรายงานความเป็นพิษเนื่องจากแพลงก์ตอนพืชที่เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์นี้ จึงทำให้มีผู้สนใจและทำการศึกษากันมากขึ้น
จากรายงานปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีในประเทศ ได้ระบุชนิดของแพลงก์ตอนพืชที่เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์เริ่มมีรายงานในปี 2500-2544 พบว่ามีปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีเกิดขึ้น 90 ครั้ง พบในบริเวณชายฝั่งของอ่าวไทยของประเทศไทยโดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำ จากสถิติพบว่าจังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีบ่อยที่สุดและเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยเกิด 9 ครั้ง ในรอบ 44 ปี ที่ผ่านมา เพราะว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งของกิจกรรมทางชายฝั่งและทะเลมากมาย อีกทั้งกิจกรรมที่เกิดจากแผ่นดินค่อนข้างหนาแน่นจึงทำให้สารอาหารในมวลน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ รองลงมาเป็นบริเวณอ่าวไทยตอนในบริเวณจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรปราการเนื่องจากบริเวณนี้มีภูมิประเทศเป็นอ่าวกึ่งปิดจึงมีการถ่ายเทและหมุนเวียนของน้ำน้อย ประกอบกับในบริเวณนี้เป็นศูนย์รวมของแม่น้ำสายสำคัญ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง ส่วนบริเวณชายฝั่งอื่นๆ ของไทยจะพบปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีน้อยกว่าบริเวณอื่นที่กล่าวมา(กรมควบคุมมลพิษและสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ. 2546. การตรวจเฝ้าระวังปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีในประเทศไทย. กรมควบคุมมลพิษร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.)
ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีในอ่าวไทยเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาลเมื่อพิจารณาความถี่ของการเกิดตั้งแต่ ปี 2500–2544 พบว่ามีแนวโน้มเกิดในฤดูฝนถึง 51 ครั้ง (เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม) ส่วนในฤดูแล้งเกิดขึ้น 46 ครั้ง (เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม) แล้วจะพบบ่อยที่สุดในเดือนสิงหาคมถึง 13 ครั้ง

      ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลเนื่องจากสภาวะโลกร้อน
ปัจจุบันนี้โลกของเรามีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศอันเป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนองค์ประกอบของบรรยากาศโลกโดยตรงหรือโดยอ้อมและที่เพิ่มเติมจากความแปรปรวนของสภาวะอากาศตามธรรมชาติที่สังเกตได้ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ฤดูกาล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศในบริเวณที่สิ่งมีชีวิตนั้นอาศัยอยู่ (ศูนย์ประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. 2550. Claimate Change. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. แหล่งที่มา : http://www.onep.go.th/CDM/cmc.html, 2 กรกฎาคม 2550.) ) ไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาดคิด จากการศึกษาของ Reamruk C. (2006)(Reamruk, C. 2006. “IPCC Matel Simulations of Future Climate Change in Southeast  Asia” (Unpublished). M. Sc. Thesis in Meteorology, San Jose State University, US) พบว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่งโลกประมาณพบว่าอยู่ในช่วง 0.6+0.2°C โดยในเขตศูนย์สูตรของทวีปเอเซีย อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 0.4-0.7°C โดยจะเพิ่มในอัตราสองเท่าของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ในช่วง 2.6-4.7°C (รูปที่ 3-28) แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ ปี 2513-2543 อย่างไรก็ตาม จากการทำนายด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ได้แสดงแนวโน้มภูมิอากาศบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉี่ยงใต้พบว่า อีก 92 ปีข้างหน้า (ปี 2642) อุณหภูมิอากาศจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก ปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้น 125-240 มิลลิเมตรต่อปี และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกันโดยคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.35-1.95 เมตร ตราบใดที่ปัจจุบันนี้มนุษย์ในโลกยังไม่มีมาตรการในการจัดการและควบคุมสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

รูปที่ 3-32 อุณหภูมิโลกเฉลี่ยรายปี 2423-2548 (125 ปี)

      ปัญหาภัยสึนามิ (คลื่นสึนามิ (「津波」 Tsunami – คลื่นที่ท่าเรือ หรือ คลื่นชายฝั่ง) คือ คลื่นหรือกลุ่มคลื่นที่มีจุดกำเนิดอยู่ในเขตทะเลลึก ซึ่งมักปรากฏหลังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แผ่นดินไหวใต้ทะเล ภูเขาไฟระเบิด ดินถล่ม แผ่นดินทรุด หรืออุกกาบาตขนาดใหญ่ตกลงในทะเล คลื่นสึนามิสามารถเข้าทำลายพื้นที่ชายฝั่ง ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได)
วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้เกิดแผ่นดินไหวซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของคลื่นยักษ์สึนามิ (Tsunami ) เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของ Indian และ Asean Tectonic Plates โดยมีศูนย์กลางการเกิดอยู่ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย มีความรุนแรงในระดับ 9 ริกเตอร์ ได้สร้างความเสียหายให้กับชายฝั่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยมี 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามันที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ ได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล โดยได้รับผลกระทบรุนแรงจนเกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชากร และก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน้ำจืดและน้ำเค็มด้วย 

ภัยพิบัติจากสึนามิได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจการการท่องเที่ยวมาที่สุดโดยคิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของความสูญเสียทั้งหมด หรือเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท รองลงมาเป็นด้านการประกันภัยที่ต้องจ่ายจากการสูญเสียทรัพย์สิน 23 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท ด้านการประมง การเพาะเลี้ยง และเครื่องมือทำประมง 4 เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นมูลค่า 1,757.5 ล้านบาท ด้านสาธารณประโยชน์ (เช่น ท่อระบายน้ำ เขื่อน ฝายกั้นน้ำ ระบบประปา และไฟฟ้า) คิดเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ หรือ 734 ล้านบาท และท่าเทียบเรือสะพานและถนนคิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 326.7ล้านบาท

รูปที่ 3-36 มูลค่าที่สูญเสียในด้านต่างๆ จากภัยพิบัติสึนามิใน 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน (ปรับปรุงจาก จังหวัดภูเก็ต. มปป. ธรณีพิบัติภัยสึนามิ ภูเก็ต ธันวาคม 25470. จังหวัดภูเก็ต. )

| หน้าหลัก | ผลประโยชน์ชาติ | ทรัพยากร | สิ่งแวดล้อม | ท่องเที่ยว | ขนส่ง | กฎหมาย | ฐานข้อมูล | กิจกรรม | หน่วยงาน | มุมแลกเปลี่ยน | เกี่ยวกับโครงการ |

c/o สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารสถาบัน 3 ชั้น 9 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0 2218 8164 โทรสาร  0 2652 5066 กด 0 E-mail: thaisea_mp@yahoo.com