โครงการ : “ สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยกับการใช้ทะเลอย่างยั่งยืน”
| หน้าหลัก | ผลประโยชน์ชาติ | ทรัพยากร | สิ่งแวดล้อม | ท่องเที่ยว | ขนส่ง | กฎหมาย | ฐานข้อมูล | กิจกรรม | หน่วยงาน | มุมแลกเปลี่ยน | เกี่ยวกับโครงการ |

 
 
 
 
     นโยบายการรักษาผลประโยชน์ฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    นโยบายการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของประเทศไทย ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยมีนโยบายหรือแผนยุทธศาสตร์รักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลในลักษณะแบ่งแยกตามหน่วยงาน ซึ่งแผนเหล่านี้มุ่งเน้นการจัดการและแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง ได้แก่

1.4.1 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ 1 ได้มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาเรื่องของทรัพยากรโดยรวมไว้ ทั้งนี้ในส่วนของทรัพยากรประมงจะมีนโยบายที่ระบุเฉพาะเจาะจงชัดเจน เช่น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 มีการตั้งเป้าหมายทำผลผลิตจากการประมงทะเลให้ได้ 88 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2509 และเพิ่มผลผลิตให้ได้ 93 เปอร์เซ็นต์ในปี 2514 ซึ่งตรงกับช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 ต่อมาได้มีการกำหนดเป้าหมายการผลิตประมงทะเล เป็น 2.0, 2.1 และ 3.2 ล้านตัน ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่4, 5 และ 6 ตามลำดับ นอกจากนี้ ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่ทรัพยากรการประมงของประเทศไทยประสบกับภาวะการเสื่อมโทรม ทำให้เกิดนโยบายเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในน่านน้ำขึ้น ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางด้านแนวคิดเรื่องการจัดการการประมงที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมเพื่อให้การทำประมงเป็นไปอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

1.4.2 นโยบายและยุทธศาสตร์การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ได้จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตั้งแต่ปี 2536 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลตามแผนต่างๆ จนถึงปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 3 แผน คือ

  • นโยบายและยุทธศาสตร์การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2536 – 2542 มีคณะกรรมการอำนวยการและประสานการดำเนินการตามนโยบายและยุทธศาสตร์การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (อปท.) จำนวน 28 คน
  • นโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. 2542– 2546 มีคณะกรรมการอำนวยการและประสานการปฏิบัติตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล (อปท.) จำนวน 40 คน
  • นโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. 2548 – 2552 มีคณะกรรมการอำนวยการและประสานการปฏิบัติตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล (อปท.) จำนวน 44 คน
  • นโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. 2548 – 2552 ซึ่งเป็นนโยบายล่าสุดที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบันมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ข้อ คือ 1) เพื่อให้มีและธำรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย การรักษาและคุ้มครองสิทธิอธิปไตยของชาติทางทะเล และการสนับสนุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ 2) เพื่อให้ระบบการคมนาคมขนส่งทางทะเลที่สำคัญของประเทศ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง 3) เพื่อให้พื้นที่ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล มีความสงบเรียบร้อยและมีความปลอดภัย สามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดของชาติทางทะเล และ 4) เพื่อให้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาระบบข้อมูลทางสมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยา นโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเล สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกันและปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

1.4.3 นโยบายประมงแห่งชาติ การประมงนับเป็นกิจกรรมหลักของการใช้ทะเลของคนไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานโยบายการพัฒนาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ทะเลมักจะมุ่งเน้นไปเพื่อการประมง โดยการพัฒนาด้านการประมงของประเทศไทยมีมาตั้งแต่ก่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเริ่มใช้ และเมื่อประเทศไทยเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ 1 จนกระทั่งปัจจุบันเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 ก็ได้มีการกำหนดแผนเรื่องการประมงไว้อย่างชัดเจน โดยมีกรมประมงเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโดยตรง ปัจจุบันกรมประมงได้เริ่มพิจารณาดำเนินมาตรการจัดการทรัพยากรประมงแนวใหม่ตามหลักการของกฎหมายประมงฉบับใหม่ โดยมุ่งเน้นถึงการประกอบอาชีพการทำการประมง การใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำให้เหมาะสมและกำหนดหลักการเกี่ยวกับการพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวประมงทั้งหมด โดยจัดทำร่างพระราชบัญญัติการประมงฉบับใหม่ ในลักษณะ “กฎหมายกรอบการใช้อำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรประมง” ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด(ที่มา : กรมประมง และ FAO. 2547. รายงานการสัมมนาการจัดการกำลังผลิตของการทำการประมงทะเล. เอกสารการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องการจัดการกำลังผลิตของการทำการประมงทะเล 11-14 พฤษภาคม 2547 โรงแรมโกลเด้นแซนด์ส อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี. ) รวมทั้งกำลังดำเนินการจัดทำแผนแม่บทในการจัดการประมงทะเลของไทยด้วย

1.4.4 แผนแม่บทการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงในเขตพื้นที่ทางทะเล ได้รวมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น ทำการศึกษาวิจัยและจัดทำนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยจำแนกตามประเภททรัพยากร ดังนี้

  • ป่าชายเลน ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 – 2549) รัฐได้ตั้งเป้าหมายการอนุรักษ์ป่าชายเลนไว้ว่า ให้อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนเพื่อให้มีป่าชายเลนไม่น้อยกว่า 1.25 ล้านไร่ (2,000 ตร.กม.) นอกจากนี้ยังมีหลายนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าชายเลน เช่น นโยบายด้านการคุ้มครองระบบนิเวศป่าชายเลน นโยบายด้านการฟื้นฟูป่าชายเลน นโยบายด้านการให้ความรู้และฝึกอบรมเพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าของป่าชายเลน และนโยบายด้านการวิจัยป่าชายเลน เป็นต้น ภายใต้การดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมประมง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งมหาวิทยาลัยต่างๆ และองค์กรต่างประเทศจำนวนมาก
  • ปะการัง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2535 กำหนดนโยบายการจัดการปะการัง ไว้คือ
    • 1) จัดการแนวปะการังโดยสอดคล้องกับคุณค่าทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างกิจกรรมการใช้ประโยชน์ต่างๆ
    • 2) ลดปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการบริหารและการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้
    • 3) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองปะการัง
    • 4) ปรับปรุง กฎ ระเบียบ และองค์กรเพื่อเป็นกรอบในการจัดการทรัพยากรปะการังอย่างมีประสิทธิภาพ และ
    • 5) ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการคุ้มครองปะการัง
      (ที่มา : โครงการ UNEP GEF Project. 2547. แผนปฏิบัติการจัดการฟื้นฟู เล่มที่ 2 ปะการัง เอกสารส่วนที่ 4 เล่มที่ 2/7. สถาบันวิจัยและพัฒนากลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล มหาวิทยาลัยรามคำแหง, กรุงเทพฯ.)
  • หญ้าทะเล สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการดำเนินการศึกษาเพื่อวางแผน การจัดการแหล่งหญ้าทะเลของประเทศ อย่างไรก็ตาม แผนการจัดการและแผนการปฏิบัติการจัดการหญ้าทะเลฯ ดังกล่าว ยังไม่ได้รับการอนุมัติและรับรองจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จึงยังไม่มีผลบังคับใช้(ที่มา : โครงการ UNEP GEF Project. 2548. กฎหมายกับการบริหารจัดการหญ้าทะเล เล่มที่ 3-2 หญ้าทะเล เอกสารส่วนที่ 3 เล่มที่ 3-2/6. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, กรุงเทพฯ, หน้า 2-16.) นอกจากนี้ยังมีนโยบายและแผนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการหญ้าทะเลของประเทศไทยโดยอ้อม คือ ไม่ได้ระบุเฉพาะโดยตรงว่าเป็นนโยบายการจัดการหญ้าทะเล แต่เป็นนโยบายการจัดการทรัพยากรโดยรวม เช่น นโยบาย มาตรการ และแผนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน พ.ศ.2546-2550 เป็นต้น
  • พื้นที่ชุ่มน้ำ ภายใต้การดำเนินงานของโครงการ UNEP GEF Project on Reversing Environmental Degradation Trends in the South China Sea and Gulf of Thailand ได้วางแนวนโยบายและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ไว้ คือ มีแผนการจัดการพื้นที่ชุมน้ำที่มีความสำคัญแบบบูรณาการโดยกระบวนการมีส่วนร่วม ให้มีองค์กรรับผิดชอบโดยตรงและสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์พื้นที่ชุมน้ำของชุมชน รวมไปถึงให้มีการศึกษาวิจัยและจัดทำศูนย์ข้อมูลเพื่อจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ชุมน้ำบริเวณอ่าวไทย ตามศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่(ที่มา : โครงการ UNEP GEF Project. 2547. รายงานสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล่มที่ 4 พื้นที่ชุ่มน้ำ. ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.)
  • กรอบแนวทางการจัดการมลพิษจากแผ่นดินที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล มียุทธศาสตร์สำคัญ คือ กำหนดให้การจัดการมลพิษจากแผ่นดินที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลมีความสำคัญระดับชาติ และในระดับภูมิภาค เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร พัฒนาเทคโนโลยี และเผยแพร่องค์ความรู้แก่สังคม รวมทั้งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยให้ทุกภาคส่วนดำเนินการแบบบูรณาการเชิงรุกในการลดมลพิษจากแผ่นดิน และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล(ที่มา : โครงการ UNEP GEF Project. 2548. แผนปฏิบัติการจัดการฟื้นฟู เล่มที่ 5 มลพิษจากแผ่นดิน เอกสารส่วนที่ 4 เล่มที่ 5/7. กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพฯ. หน้า 7.)
     นอกจากนี้ ในแผนการจัดการทรัพยากรทางทะเลหลายแผน หรือหลายนโยบาย อาจปรากฏอยู่ในแผนการบริหารจัดการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเป็นทรัพยากรชนิดใด ส่วนใหญ่จะเป็นการระบุโดยรวมว่าเป็นแผนบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น นโยบายสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญ นโยบายการพัฒนาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งระดับประเทศและระดับจังหวัด เป็นต้น

1.4.5 นโยบายการจัดการด้านการขนส่งและพาณิชยนาวี ยุทธศาสตร์หนึ่งของกรมการขนส่งทางน้ำแลพาณิชยนาวี คือ การพัฒนาให้มีบริการ โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำในเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะปัจจัยผลักดันในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งของพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงความต้องการขนส่งจากประเทศเพื่อนบ้านและระบบโลจิสติกส์(ที่มา: :กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี. 2550. แผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ. แผนงานและแผนดำเนินงาน. แหล่งที่มา :  http://www.md.go.th/plan/index_plan.php, 10 กันยายน 2550. )

1.4.6 แผนแม่บทการจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชมีการศึกษาเพื่อจัดทำแผนแม่บทการจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาต(ที่มา : กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช. 2550. แผนแม่บทการจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ. ส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ. แหล่งที่มา: http://www.dnp.go.th/NPRD/informed/informed.php, 10 กันยายน 2550.) โดยนอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็มียุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว โดยการพัฒนาระบบบริหารจัดการ แบบบูรณาการ(ที่มา : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. 2550. ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว พ.ศ. 2547-2551. งานนำเสนอ PowerPoint.  แหล่งที่มา: http://www.mots.go.th/strategy/stTourism47-51/chartTourism.files/frame.htm#slide0003.htm, 10 กันยายน 2550. )

1.4.7 นโยบายการสร้างและรักษาความมั่นคงในการจัดหาเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะเป็นผู้ดูแลเรื่องของพลังงานในประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีนโยบายการสร้างและรักษาความมั่นคงในการจัดหาเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติในประเทศและพื้นที่พัฒนาร่วม และส่งเสริมการจัดหาเชื้อเพลิงธรรมชาติในพื้นที่อื่นๆในต่างประเทศ(ที่มา : กรมเชื้อเพลงธรรมชาติ. 2550. ยุทธศาสตร์และภาระกิจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ. แผนยุทธศาสตร์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ. แหล่งที่มา: http://www.dmf.go.th/dept/strategies_activities.asp, 10 กันยายน 2550. )

          จะเห็นได้ว่าทุกนโยบายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของประเทศไทย แต่รูปแบบหรือลักษณะของนโยบายต่างๆ เหล่านี้เป็นไปในลักษณะแบ่งส่วน แบ่งเรื่องโดยมีหน่วยงานรับผิดชอบแต่ละเรื่องแต่ละส่วนอย่างชัดเจน และนโยบายการบริหารจัดการในแต่ละเรื่องนั้น ก็ไม่ได้พิจารณาจากผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลที่ได้รับอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามนโยบายเฉพาะเรื่องที่มีนี้ก็ยังไม่ครบถ้วนโดยเฉพาะเรื่องของกฎหมาย ยังขาดนโยบายด้านการพัฒนากฎหมายภายในให้สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดหรือเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ทำให้การปฏิบัติเพื่อรักษาผลประโยชน์จึงกระทำได้ไม่เต็มที่ตามสิทธิที่ควรมี  นอกจากนี้ยังขาดนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในภาพรวม ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดจึงมีส่วนให้พัฒนาการด้านการใช้ทะเลในมิติต่างๆ ของประเทศไทยที่ผ่านมามีลักษณะไร้ทิศทาง (ขาดการ เสริมพลังกัน (synergy) และในบางครั้งกลายเป็นการขัดกัน)ไม่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนแน่นอนและทำให้เกิดภาวะวิกฤติของการใช้ที่ส่งผลเสียย้อนกลับมาสู่คนไทยในหลายเรื่องดังเช่นที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันเช่นการที่ปริมาณสัตว์น้ำในอ่าวไทยลดจำนวนลงจนทำให้ชาวประมงไม่สามารถจับสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยได้อย่างพอเพียงต้องหาทางออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำจนบางครั้งมีกรณีพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นต้น


| หน้าหลัก | ผลประโยชน์ชาติ | ทรัพยากร | สิ่งแวดล้อม | ท่องเที่ยว | ขนส่ง | กฎหมาย | ฐานข้อมูล | กิจกรรม | หน่วยงาน | มุมแลกเปลี่ยน | เกี่ยวกับโครงการ |

c/o สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารสถาบัน 3 ชั้น 9 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0 2218 8164 โทรสาร  0 2652 5066 กด 0 E-mail: thaisea_mp@yahoo.com