โครงการ : “ สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยกับการใช้ทะเลอย่างยั่งยืน”
| หน้าหลัก | ผลประโยชน์ชาติ | ทรัพยากร | สิ่งแวดล้อม | ท่องเที่ยว | ขนส่ง | กฎหมาย | ฐานข้อมูล | กิจกรรม | หน่วยงาน | มุมแลกเปลี่ยน | เกี่ยวกับโครงการ |

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


(Full version)

ความเป็นมาและความสำคัญโลกกับการใช้ทะเล

     โลกของเรามีทะเลครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 หรือคิดเป็น 71% ของพื้นที่ผิว เกือบทุกประเทศ
ทั่วโลกที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลต่างมุ่งแสวงหาโอกาสที่จะได้ใช้ทะเลอย่างเต็มที่ ในอดีตมหาอำนาจต่างชาติ เช่น อังกฤษ สเปน โปรตุเกต ฝรั่งเศส เนเธอแลนด์ ต่างแข่งขันกันยึดครองอำนาจทางทะเล ทั้งนี้ก็เพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับประเทศของตน เพราะทุกประเทศต่างตระหนักดีว่าทะเลเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และยังเป็นช่องทางที่จะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ อันจะนำมาซึ่งความร่ำรวยได้ จน  เซอร์ วอลเทอะ รอ-ลิ (Sir Walter Raliegh) แม่ทัพเรือและรัฐบุรุษอังกฤษ ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดครองทะเล จะได้ครองการค้า ผู้ใดครองการค้าของโลก จะได้ครองความร่ำรวยของโลก และจะได้ครองโลกด้วย” (Whosoever commands the sea, commands the trade, whosoever commands the trade of the world, commands the riches of the world, and consequently the world itself) (สมบูรณ์ สุขพันธ์, 2549) ปัจจุบันแม้ประเทศมหาอำนาจดังกล่าวไม่อาจใช้ยุทธวิธีดั่งในอดีตเพื่อครอบครองสิทธิการใช้ทะเล เนื่องด้วยกฎหมายสากลได้จำกัดขอบเขตอำนาจไว้

     แต่การพัฒนาประเทศในทุกภูมิภาคทั่วโลกยังคงมุ่งเน้นที่จะสร้างผลประโยชน์จากการใช้ทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งเพียงแค่จะใช้ทะเลภายในเขตอำนาจของรัฐตนเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงการใช้ทะเลนอกเขตอำนาจของรัฐ (น่านน้ำของรัฐต่างชาติและน่านน้ำสากล) ด้วยเช่นกัน และเนื่องจากทะเลมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาด้านต่างๆ ประเทศที่เห็นความสำคัญในจุดนี้ส่วนใหญ่จึงมียุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการการใช้ทะเลเป็นแนวทางอย่างชัดเจน

ประเทศไทยกับการใช้ทะเล

     ประเทศไทยประกอบด้วยชายฝั่งอ่าวไทยและชายฝั่งอันดามันยาวรวมกันประมาณ 2,800 กิโลเมตร(ส่วนจัดการที่ดินชายฝั่ง กรมทัรพยากรทางทะเลและชายฝั่ง,2550) และมีจังหวัดถึง 23 จังหวัดจากทั้งหมด 76 จังหวัดในประเทศ ที่มีอาณาเขตติดกับทะเล (ศุภิชัย ตั้งใจตรง และ
ศรีสุดา จารยะพันธุ์, 2548) มีอาณาเขตทางทะเล (Maritime zones) โดยรวมประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร (กรมอุทกศาสตร์, 2550) ในขณะที่มีอาณาเขตบนบกทั้งหมดประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น (กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2549) ในอดีตทะเลเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี และเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยทั้งประเทศด้วยดีเสมอมา คนไทยจึงใช้ทะเลอย่างมากทั้งทะเลภายในเขตอำนาจรัฐ และทะเลนอกเขตอำนาจรัฐเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งนับวันการใช้นี้ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

     โดยการใช้ทะเลของคนไทยก็มีหลายระดับตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับประเทศ ในระดับของครัวเรือน ชาวบ้านก็ใช้แค่ทำอาชีพประมงในพื้นที่บริเวณชายฝั่ง ในขณะที่ผู้ใช้ระดับชุมชนหรือกลุ่มบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสหกรณ์ ห้าง ร้าน บริษัทต่างๆ การใช้ทะเลก็จะเพิ่มปริมาณและพื้นที่อาณาเขตการใช้มากขึ้น เช่น การทำประมงในเขตน่านน้ำไทย ซึ่งประกอบด้วยน่านน้ำภายใน ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือการทำประมงนอกเขตน่านน้ำไทย ผู้ใช้ในระดับกลุ่มจังหวัดหรือภูมิภาค ก็เป็นการใช้ในวงกว้างมากขึ้นเพื่อผลประโยชน์กับคนจำนวนมากขึ้น เช่น การสร้างท่าเรือจังหวัด 

     ส่วนผู้ใช้ในระดับประเทศก็จะมีขนาดของการใช้ที่ใหญ่ขึ้นและเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่กว้างขวางมากขึ้น คาดหวังผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของประเทศที่สูงขึ้น เช่น การสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อการส่งออกสินค้า การให้สัมปทานสร้างแท่นขุดเจาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเพื่อการพัฒนาพลังงานของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการใช้ทะเลแต่ละระดับบางครั้งก็อาจมีการซ้อนทับกันของผลประโยชน์ หรือไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยระหว่างผู้ใช้ทะเล และบางครั้งผู้ใช้ทะเลก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนในพื้นที่ชายฝั่งทะเล คนในพื้นแผ่นดินก็มีโอกาสที่จะใช้ทะเลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่นกัน นอกจากคนไทยแล้ว คนต่างชาติก็มีโอกาสเข้ามาใช้ทะเลไทยได้ หากได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ไทยกำหนด ซึ่งก็เป็นไปในทางเดียวกับที่คนไทยก็อาจไม่ได้ใช้ทะเลเฉพาะในเขตน่านน้ำไทย แต่มีโอกาสเข้าไปใช้น่านน้ำของประเทศอื่น หรือน่านน้ำสากลด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้ทะเลก็มักคำนึงถึงประโยชน์ของตนเองเป็นหลักตามจุดมุ่งหมายของการใช้ และมักจะมองข้ามหรือให้ความสำคัญน้อยกับผลกระทบอันเกิดขึ้นจากการใช้ของตนต่อคนกลุ่มอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้

ประเทศไทยกับพันธกรณีด้านการใช้ทะเล

     จากการที่ทะเลมีสถานะเป็นทรัพยากรชนิดหนึ่งที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่การใช้กลับไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการใช้ทะเลในระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยมีพันธกรณีในเรื่องของการใช้ทะเลที่ผูกพันอยู่กับสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลายฉบับทั้งที่เข้าเป็นภาคีแล้ว และยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนดำเนินการเข้าเป็นภาคี เช่น

  1. อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: 1982 UNCLOS )
  2. อนุสัญญาว่าด้วยการทำการประมงและการอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีชีวิตในทะเลหลวง (1958) (Convention on Fishing and Conservation of the Living Resources of the High Seas)
  3. อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity: CBD)
  4. อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (Convention on Wetlands of International Importance Especially as Waterfowl Habitat: Ramsar)
  5. อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก (Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage: The World Heritage)
  6. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเตรียมการ การปฏิบัติและความร่วมมือในการป้องกันและขจัดมลพิษน้ำมัน พ.ศ. 2533 (International Convention on Oil Pollution Preparedness, Response and Co-operation, 1990: OPRC)
  7. Code of Conduct for Responsible Fisheries รวมทั้ง International Plan of Actions ทั้ง 4 ฉบับ

     สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและพาณิชยนาวีที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี ก็มีหลายฉบับ (กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี, 2549) เช่น

  1. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยกฎข้อบังคับระหว่างประเทศเพื่อป้องกันเรือโดนกันในทะเล ค.ศ. 1972 (Convention on the International Regulation for Preventing Collision at Sea: COLREG 1972)
  2. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ. 1974 (International Convention for the Safety of Life at Sea 1974 /SOLAS 1974 and the Protocol of 1978: SOLAS PROT 1978)
  3. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการเดินเรือ ระหว่างประเทศ ค.ศ. 1965 (International Convention on Facilitation of International Maritime Traffic: FAL 1965)
  4. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ค.ศ. 1948 (International Maritime Organization Convention 1948: IMO 1948)
  5. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยแนวน้ำบรรทุก ค.ศ. 1966 (International Convention on Loads Lines 1966: LL 1966) เป็นต้น

     สนธิสัญญาดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างของพันธกรณีที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและเป็นรูปธรรม โดยการสร้างนโยบายและแผนปฏิบัติการรวมทั้งมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นในการใช้ทะเลอย่างเป็นระบบและเหมาะสมเพื่ออนุรักษ์ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางทะเลในองค์รวม อีกทั้งเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามพันธกรณีอันเกิดจากสนธิสัญญาระหว่างประเทศในรูปแบบต่างๆ ที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีหรือให้การรับรอง

     นอกจากนี้ในส่วนของสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับการใช้ทะเลที่สำคัญและประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี ได้แก่ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. 1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 (International Convention for the Prevention of Pollution from Ships 1973 as modified by the Protocol of 1978: MARPOL 73/78) เป็นต้น อนุสัญญาและพิธีสารเหล่านี้ประเทศไทยควรมีการพิจารณาและวิเคราะห์ให้ชัดเจนถึงข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของการเข้าร่วมเป็นภาคี และเร่งรัดให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดสินใจดำเนินการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ กฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายแม่บททางทะเลของโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีนโยบาย แนวทาง และมาตรการการจัดการการใช้ทะเลที่ชัดเจน เหมาะสม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลของไทยในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ 

ประเทศไทยกับการจัดการการใช้ทะเล

     จากความจำเป็นของการใช้ทะเลของคนในประเทศดังกล่าวข้างต้น ประเทศไทยจึงควรมีแผนการจัดการที่ดีและมีความเหมาะสม แต่ในสภาพความเป็นจริง ประเทศไทยยังมีจุดอ่อนในเรื่องการบริหารจัดการทะเลไทย ขาดการนำนโยบายหรือแผนกลยุทธ์ที่มีอยู่มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เช่น นโยบายทะเลไทยที่จัดทำโดย
สภาความมั่นคงแห่งชาติ อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะรับผิดชอบเรื่องการใช้ทะเลไทยได้ภายในหน่วยงาน/องค์กรเดียวทั้งหมด หน่วยงานหลายหน่วยงานที่มีอยู่ก็ยังขาดเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการพื้นที่ทะเลอย่างยั่งยืน ทำให้การทำงานด้านพัฒนาและฟื้นฟูทะเลไทยมีอุปสรรคในลักษณะต่างฝ่ายต่างทำ ขาดการพิจารณาปัญหาทะเลไทยในลักษณะองค์รวม นอกจากนี้การปฏิบัติงานทั้งหลาย ของหน่วยงานภาครัฐเป็นไปภายใต้ขอบเขตหน้าที่ที่ภาคส่วนเหล่านั้นคิดว่าอยู่ในอำนาจรับผิดชอบได้ ส่วนแผนงานใดที่พิจารณาแล้วว่านอกเหนืออำนาจหน้าที่รับผิดชอบก็อาจจะไม่เข้ามามีส่วนร่วม ในส่วนของประชาชนเองปัจจุบันก็เริ่มมีการวางแผนยุทธศาสตร์ในกลุ่มของตัวเองภายใต้แนวคิดการเป็นเจ้าของทรัพยากร ที่จำเป็นจะต้องรักษาสิทธิการใช้ของตัวเอง โดยมีกลุ่มองค์กรอิสระ (NGO) เข้ามาให้ความช่วยเหลือแนะนำวิธีการต่างๆ แต่ผลที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของภาครัฐหรือยุทธศาสตร์ของภาคประชาชนที่เคยมีการจัดทำขึ้น ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จทั้งในทางทฤษฎีแล
ะปฏิบัติ

     ส่วนปัญหาในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทะเล ซึ่งจัดว่าเป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในการบริหารจัดการ ก็พบว่า กฎหมายทางทะเลของประเทศไทยยังขาดกรอบการใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล (Legal Framework) ที่ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเล คืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นกฎหมายแม่บททางทะเลของโลก กฎหมายภายในที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันบางข้อก็ไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในทางระบบนิเวศของทรัพยากร ในขณะที่ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ใช้ทรัพยากรโดยตรงมีความรู้ความเข้าใจตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ทำให้เกิดความคิดเห็นขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้านขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของสิทธิหน้าที่การใช้ทะเลของประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขกฎหมายระหว่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญ โดยจะเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะไปแล้ว แต่เนื่องจากเรายังไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ทั้งฉบับ จึงทำให้กฎหมายทางทะเลของไทยขาดการพัฒนาและการอนุวัติการให้มีบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักการและบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 และกฎข้อบังคับสากลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางทะเล ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายในทะเลขาดบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดกรอบการใช้อำนาจภายในเขตอำนาจของไทย ส่งผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่เหล่านั้นขาดความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของตนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี

     เนื่องจากการใช้ทะเลของคนไทยที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างใช้ ซึ่งบางครั้งอาจละเลยหรือมองข้ามผลกระทบของการใช้นั้นต่อสิ่งอื่น ซึ่งผลกระทบนั้นๆ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อวิถีชีวิตคน และต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การท่องเที่ยวทำให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำประมงมาก่อนก็ไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้ต่อไป เนื่องจากพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลถูกเปลี่ยนไปเป็นแหล่งท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้ทะเลก็อาจสร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรทางทะเลทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ และเรือโดยสารเพื่อการท่องเที่ยวก็อาจทิ้งสมอในเขตปะการัง ทำให้ปะการังตาย ระบบนิเวศของปะการังเสื่อมโทรม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวการทำลายทรัพยากรธรรมชาติหรือระบบนิเวศทางทะเล นอกจากนี้ในเรื่องการขนส่งทางทะเล ผู้ที่ต้องการใช้ท่าเรือก็ต้องการให้มีการสร้างท่าเทียบเรือ หรือขยายท่าเทียบเรือเพิ่มเติมเพราะคิดว่าคุ้มกับค่าลงทุน แต่ลืมที่จะมองถึงผลกระทบจากการสร้างท่าเทียบเรือที่จะมีต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ ซึ่งบางครั้งผลกระทบนั้นไม่ได้มีผลต่อคนที่อยู่ในเขตชายฝั่งทะเลเท่านั้น แต่อาจกระทบไปถึงคนที่อยู่ในเขตติดต่อบนบกด้วยก็เป็นได้ เช่น การขยายเขตอุตสาหกรรมต่อจากท่าเรือ เป็นต้น จากการที่ประเทศไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟู อนุรักษ์ และจัดการสภาวะแวดล้อมทางทะเลในเขตน่านน้ำไทยอย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง และต่อเนื่อง ทำให้ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่กับชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเล แต่ท้ายที่สุดก็จะส่งผลถึงคนไทยทั้งประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     จากความสำคัญของการใช้ทะเลในระดับโลก มาสู่ความจำเป็นของการใช้ภายในประเทศที่ต้องคำนึงถึงพันธกรณีที่มีต่อประชาคมโลก และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้หน่วยงานที่มองเห็นปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม เกิดความคิดร่วมกันในการใช้แผนยุทธศาสตร์ทางทะเล เพื่อให้ผู้ใช้ทะเลทุกภาคส่วนมีแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมในการใช้ทะเล ไม่ทำให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาอีก ซึ่งการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ทะเลจะต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีความชำนาญในด้านต่างๆ อย่างครบถ้วน นอกจากนี้จะต้องมีฐานข้อมูล ในรูปข้อมูลเอกสารและข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความถูกต้อง เพื่อให้นักวางแผนสามารถมองเห็นภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น โครงการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยกับการใช้ทะเลอย่างยั่งยืนนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่แนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์ทางทะเลที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป

เอกสารอ้างอิง

ศุภิชัย  ตั้งใจตรง และศรีสุดา  จารยะพันธุ์. 2548. ทรัพยากรชายฝั่งและชุมชนเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี. “การจัดการชายฝั่งทะเลแบบบูรณาการ: การจัดการเกาะ” สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิมพ์ครั้งที่ 1.
อนุวัฒน์  นทีวัฒนา และพวงทอง  อ่อนอุระ. 2548. ประเทศไทยกับสนธิสัญญาพหุภาคีการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล. เอกสารเผยแพร่สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ฉบับที่ 17 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ.
สมบูรณ์  สุขพันธ์, พล. ร. ท. 2549. ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจใหม่กับความมั่นคงของไทย. http://www.sc.chula.ac.th/seminar/klongkra/kkpb.htm (25 ตุลาคม 2549).
กรมอุทกศาสตร์. 2549. ข้อมูลอุทกศาสตร์น่านน้ำไทย. http://www.navy.mi.th/hydro/oceanbound.pdf (26 ตุลาคม 2549).
กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี. 2549. สถานภาพของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ. http://www.md.go.th/law/anusanya.htm (2 พฤศจิกายน 2549).

 

 

| หน้าหลัก | ผลประโยชน์ชาติ | ทรัพยากร | สิ่งแวดล้อม | ท่องเที่ยว | ขนส่ง | กฎหมาย | ฐานข้อมูล | กิจกรรม | หน่วยงาน | มุมแลกเปลี่ยน | เกี่ยวกับโครงการ |

c/o สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารสถาบัน 3 ชั้น 9 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0 2218 8164 โทรสาร  0 2652 5066 กด 0 E-mail: thaisea_mp@yahoo.com